Free Lines Arrow

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565

กิจกรรมที่ 5 เนื้อหาสำหรับการทำโครงงานคอมพิวเตอร์

การแก้ปัญหาการติดโทรศัพท์มือถือ

ในยุคที่โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าถึงและครอบครอง ไม่ว่าใคร วัยไหน อาชีพอะไรก็ใช้กัน จนหลายคนเปรียบเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย เพราะไม่ว่าจะทำอะไรเราก็จะก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟนกันแทบจะตลอดเวลา จนเป็นที่มาของ “โรคติดมือถือ” หรือ “โรคโนโมโฟเบีย”

โรคติดมือถือหรือโรคโนโมโฟเบีย (No Mobile Phone Phobia) เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่มีอาการหวาดกลัว วิตกกังวล ตื่นตระหนก เมื่อไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ๆ โทรศัพท์แบตฯ หมด หรืออยู่ในสภาพใช้การไม่ได้ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่อยู่ในสภาวะดังกล่าวจะเกิดความเครียด หรือถึงขั้นเวียนศีรษะ คลื่นไส้ได้เลย และโรคติดมือถือ กำลังได้รับการพิจารณาบรรจุไว้ในโรคจิตเวชชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตกกังวล


โรคติดมือถือ จุดเริ่มต้นปัญหาสุขภาพแบบบุฟเฟ่ต์


รคติดมือถือ เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของเราเอง ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต ความเครียด ความกังวลต่างๆ แต่นอกจากปัญหาส่วนนี้แล้ว โรคติดมือถือยังเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพทางร่างกายอีกหลากหลายปัญหา เรียกได้ว่าเรียงหน้ากันมาแบบบุฟเฟ่ต์เลยทีเดียว


ปัญหาสุขภาพจุดแรกที่สามารถเกิดได้เร็วที่สุดจากโรคติดมือถือ คือ อาการนิ้วล็อค เนื่องจากการสไลด์ ไถๆ จิ้มๆ หน้าจอมือถือเป็นเวลานาน และบ่อยๆ ทำให้เกิดการปวดข้อนิ้วและข้อมือ อาจมีอาการเส้นเอ็นยึด และเกิดพังผืดร่วมด้วย นอกจากนิ้วล็อคแล้ว สุขภาพด้านสายตาก็เป็นอีกปัญหาที่ตามมาจากโรคติดมือถือ เพราะการเพ่งหน้าจอที่มีแสงสว่างจ้านานๆ ทำให้ตาแห้ง ตาพร่า และล้าได้ จนอาจส่งผลร้ายแรงกับดวงตาในระยะยาว และด้วยลักษณะการก้มมองจอโทรศัพท์ ก็เป็นที่มาของอาการปวดคอ บ่า ไหล่ด้วยเช่นกัน

นอกจากอาการเบื้องต้นที่จะเกิดตามมาจากโรคติดมือถือทั้งบริเวณ นิ้ว ดวงตา และคอ บ่า ไหล่แล้ว โรคติดมือถือยังสามารถส่งผลต่อปัญหาสุขภาพบริเวณหมอนรองกระดูก และโรคอ้วนอีกด้วย เนื่องจากการใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานขึ้น ทำให้ขยับตัวน้อย กิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตก็น้อยลง กินปกติหรือกินมากไปแต่นำไปใช้ได้น้อยลง ไขมันก็สะสมจนทำให้เกิดโรคอ้วนอย่างเลี่ยงไม่ได้
โรคติดมือถือ กระทบต่อการทำงานและปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

นอกจากปัญหาด้านสุขภาพแล้ว โรคติดมือถือยังสามารถสร้างปัญหาและส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน การเรียน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เนื่องจากปัญหาเรื่องการแบ่งเวลานั่นเอง จากพฤติกรรมส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็นโรคติดมือถือ คือจะต้องหยิบมือถือขึ้นมาเช็กบ่อยๆ แม้ไม่มีเรื่องด่วนและไม่จำเป็นต้องใช้ รวมถึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้ในขณะทำกิจกรรมสำคัญอื่นๆ อย่างตอนทำงาน ตอนประชุม ทำให้เสียสมาธิและไม่จดจ่ออยู่กับเนื้อหางานตรงหน้าเท่าที่ควร รวมถึงส่งผลเสียเรื่องของบุคลิกภาพ ส่วนแรกเนื่องจากก้มหน้ามองจอโทรศัพท์นานๆ ทำให้กระดูกสันหลังและต้นคอเปลี่ยนรูปจนโค้งงอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการใช้โทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาทำให้ลดทอนภาพลักษณ์ภายนอกลง


โรคติดมือถือยังทำให้ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยลง เพราะมัวแต่ใช้งานโทรศัพท์ ระบายความรู้สึกต่างๆ ลงโซเชียลแทนการพูดคุยกัน สนทนาและสนใจคนรอบข้างน้อยลง และมีการศึกษาพบว่า การเป็นโรคติดมือถือยังทำให้ระยะเวลาสบตากันขณะสนทนาสั้นลง แทนที่จะพูดคุยและสบตาไปพร้อมกัน เพราะการสบตาเป็นอีกช่องทางในการสื่อ
ความหมายของสิ่งที่พูดได้ดีขึ้น


การสังเกตุตัวเองว่าเป็นโรคติดมือถือ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ต้องพกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา หงุดหงิดหากไม่มีโทรศัพท์ แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ หมกมุ่นอยู่กับการเช็กข้อความ และโพสต์ต่างๆ บนโซเชียล แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ แม้ไม่มีเรื่องด่วนหรือไม่มีการแจ้งเตือน แต่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดู แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ตื่นนอนมาสิ่งแรกที่ทำคือการหยิบมือถือขึ้นมาเช็ก แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เข้าห้องน้ำ ทานข้าว เดินกลับบ้าน ยืนรอรถ แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ รู้สึกเครียด และกังวลหากโทรศัพท์แบตฯหมด แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ สนทนาบนออนไลน์มากกว่าพูดคุยกับคนรอบข้าง แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ
แก้ก่อนสาย หากไม่อยากเสียงาน เสียสุขภาพเพราะโรคติดมือถือ


จริงๆ ก็เป็นเรื่องปฏิเสธได้ยากหากจะไม่ให้ใช้โทรศัพท์มือถือเลยในยุคที่โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เพียงแต่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เป็นแหล่งรวมความบันเทิง การทำธุรกรรมทางการเงิน และข้อมูลส่วนตัว แต่หากไม่ยับยั้งก็จะทำให้เราเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับโทรศัพท์ จนทำให้เป็นโรคติดมือถือ และโรคอื่นๆ ก็จะตามมา ก่อนสายเกินไปลองเช็กตัวเองและเริ่มแก้ไขพฤติกรรมการใช้มือถือก่อนสายไป

เริ่มจากการกำหนดขอบเขตระยะเวลาในการใช้งานโทรศัพท์ เช่นห้ามหยิบโทรศัพท์หลัง 3 ทุ่ม หรือกำหนดเป็นช่วงๆ ระหว่างวัน เช่น ก่อนเข้างานครึ่งชั่วโมง หลังทานข้าวอีกครึ่งชั่วโมง และหลังเลิกงาน เล่นก่อน 3 ทุ่ม หรือกำหนดไม่ให้ตัวเองใช้โทรศัพท์ขณะทานข้าว เข้าห้องน้ำ

หากิจกรรมอื่นๆ ที่ตัวเองสนใจทำแทนการอยู่เฉยๆ เพราะบางคนให้เหตุผลว่า การใช้งานโทรศัพท์ไม่ได้ติดมือถือ แต่เบื่อๆ ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ทำให้ต้องหยิบมือถือออกมาเล่น จนกลายเป็นโรคติดมือถือแบบไม่รู้ตัว การหากิจกรรมที่น่าสนใจ เช่นออกไปวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อ่านหนังสือ เป็นการทดแทนเวลาที่จะเสียไปกับโทรศัพท์แบบไร้ประโยชน์ได้

นี่อาจเป็นที่มาของคำว่า โรคที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น แต่ถ้ามองให้ดีปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวโทรศัพท์มือถือเลย แต่อยู่ที่พฤติกรรมผู้ใช้งานอย่างเราๆ มากกว่า ที่ไม่สามารถแบ่งและจัดสรรเวลาได้ ทำให้มือถือเข้าไปอยู่ในทุกกิจกรรม และดูดกลืนความเป็นธรรมชาติ ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ความรับผิดชอบ รวมถึงก่อปัญหาด้านสุขภาพใจและกายอีกด้วย หากเรารู้ตัวและปรับแก้ได้ทัน เทคโนโลยีมือถือก็จะมีประโยชน์และเกิดโทษต่อผู้ใช้น้อยที่สุด โดยเฉพาะไม่ทำให้เราเป็น “โรคติดมือถือ” หรือ “โรคโนโมโฟเบีย” นั่นเอง



ที่มา


วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564

พรบ.คอม


พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์



ความหมาย

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คือพระราชบัญญัติที่ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นพ.ร.บ.ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกัน ควบคุมการกระทำผิดที่จะเกิดขึ้นได้จากการใช้คอมพิวเตอร์ หากใครกระทำความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นี้ ก็จะต้องได้รับการลงโทษตามที่พ.ร.บ.กำหนด

8 สิ่งที่ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

1. เข้าถึงระบบ หรือข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ชอบ (มาตรา 5-8)

2. แก้ไข ดัดแปลง หรือทำให้ข้อมูลผู้อื่นเสียหาย (มาตรา 9-10)

3. ส่งข้อมูลหรืออีเมลก่อกวนผู้อื่น หรือส่งอีเมลสแปม (มาตรา 11)

4. เข้าถึงระบบ หรือข้อมูลทางด้านความมั่นคงโดยมิชอบ (มาตรา 12)

5. จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อนำไปใช้กระทำความผิด (มาตรา 13)

6. นำข้อมูลที่ผิดพ.ร.บ.เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (มาตรา 14)

7. ให้ความร่วมมือ ยินยอม รู้เห็นเป็นใจกับผู้ร่วมกระทำความผิด (มาตรา 15)

8. ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงภาพ (มาตรา 16)




สรุป 13 ข้อ สาระสำคัญ

1. การฝากร้านใน Facebook, IG ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท

2. ส่ง SMS โฆษณา โดยไม่รับความยินยอม ให้ผู้รับสามารถปฏิเสธข้อมูลนั้นได้ ไม่เช่นนั้นถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท

3. ส่ง Email ขายของ ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท

4. กด Like ได้ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ยกเว้นการกดไลค์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน เสี่ยงเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 หรือมีความผิดร่วม

5. กด Share ถือเป็นการเผยแพร่ หากข้อมูลที่แชร์มีผลกระทบต่อผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ โดยเฉพาะที่กระทบต่อบุคคลที่ 3

6. พบข้อมูลผิดกฎหมายอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา แต่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของคอมพิวเตอร์กระทำเอง สามารถแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ หากแจ้งแล้วลบข้อมูลออกเจ้าของก็จะไม่มีความผิดตามกฎหมาย เช่น ความเห็นในเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมไปถึงเฟซบุ๊ก ที่ให้แสดงความคิดเห็น หากพบว่าการแสดงความเห็นผิดกฎหมาย เมื่อแจ้งไปที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อลบได้ทันที เจ้าของระบบเว็บไซต์จะไม่มีความผิด

7.สำหรับ แอดมินเพจ ที่เปิดให้มีการแสดงความเห็น เมื่อพบข้อความที่ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ เมื่อลบออกจากพื้นที่ที่ตนดูแลแล้ว จะถือเป็นผู้พ้นผิด

8. ไม่โพสต์สิ่งลามกอนาจาร ที่ทำให้เกิดการเผยแพร่สู่ประชาชนได้

9. การโพสเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน ต้องปิดบังใบหน้า ยกเว้นเมื่อเป็นการเชิดชู ชื่นชม อย่างให้เกียรติ

10. การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ต้องไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียเชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ญาติสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย

11. การโพสต์ด่าว่าผู้อื่น มีกฏหมายอาญาอยู่แล้ว ไม่มีข้อมูลจริง หรือถูกตัดต่อ ผู้ถูกกล่าวหา เอาผิดผู้โพสต์ได้ และมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท

12. ไม่ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใด ไม่ว่าข้อความ เพลง รูปภาพ หรือวิดีโอ

13. ส่งรูปภาพแชร์ของผู้อื่น เช่น สวัสดี อวยพร ไม่ผิด ถ้าไม่เอาภาพไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หารายได้




ฉบับเต็มดูได้ที่ :









วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ความรู้เกี่ยวกับบล็อก




What is a blog?





Blog มาจากศัพท์คำว่า WebBlog บางคนอ่านคำๆนี้ว่า We Blog บางคนอ่านว่า Web Log แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งสองคำบ่งบอกถึงความหมายเดียวกันว่านั่นคือบล็อก (Blog)


ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์โดยเนื้อหาของblogนั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัวหรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่างๆเช่นเรื่องการเมืองเรื่องกล้องถ่ายรูปเรื่องกีฬาเรื่องธุรกิจเป็นต้นโดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือผู้เขียนบล็อกจะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเองใส่ลงไปในบทความนั้นๆโดยบล็อกบางแห่งจะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมากแต่ในขณะเดียวกันบางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะเช่นกลุ่มเพื่อนๆหรือครอบครัวตนเอง



ลักษณะของเว็บไซต์ที่เป็นบล็อก สังเกตได้ง่ายๆ จากลักษณะต่างๆดังนี้คือ มีการบันทึกเนื้อหา
โดยเจ้าของบล็อกอย่างสม่ำเสมอข้อมูลจะถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบคือรายการล่าสุดจะถูกแสดง
ไว้ด้านบนสุดของเว็บเพจแล้วไล่ลำดับย้อนหลังตามวันเวลาการเขียนไปเรื่อยๆ มักจะมีการลิงค์
ไปหาบล็อกอื่นที่ผู้เขียนสนใจหรือได้เสนอความคิดเห็นโยงต่อจากข้อเขียนที่เขาอ้างถึงดังนั้น
นอกจากบล็อกจะใช้ในการเขียนและเผยแพร่เรื่องราวต่างๆ แล้วก็ยังเป็นแหล่งรวมลิงค์ที่เจ้าของ
บล็อกนั้นๆใช้เป็นฐานเพื่อเสริมต่อความรู้อยู่เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นลิงค์ของบล็อกอื่นๆ หรือลิงค์ของเว็บไซต์ก็ตามบันทึกที่เขียนไว้ในบล็อกมักจะมีการแยกแยะเป็นกลุ่มเนื้อหาตามหัวข้อหลักๆที่ผู้
เขียนสร้างขึ้น เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อ่านที่สนใจในบันทึกที่มีความสัมพันธ์กันในใจความหลักและเมื่อผู้อ่านได้รับความรู้ต่างๆ จากผู้เขียนบล็อกแล้วผู้อ่านมักจะมีการเสนอความคิดเห็นเพิ่ม
เติมเพื่อเป็นการต่อยอดความรู้และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกลุ่มผู้อ่านและผู้เขียนบล็อก

วิธีการสร้างBlog

1.ลงชื่อเข้าใช้ใน Blogger.com ด้วยอีเมลล์ที่ต้องการ





2. ตั้งชื่อ Blog ตามที่ต้องการ





3.ใส่ชื่อ URL ตามที่ต้องการ




4.ใส่ชื่อของผู้เขียนที่อยากให้แสดง ชื่อนี้ผู้อ่านของท่านทุกคนจะเห็น




5.Blog ของท่านได้ถูกสร้างขึ้นเรียบร้อย หากท่านต้องการจะสร้างโพสต์ให้กดที่
"+ โพสต์ใหม่" ที่ทางซ้าย






เทคนิคการแต่งบล็อคให้น่าสนใจ

1. กำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการเขียนบล็อค
คำถามเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่หลายคนมองข้าม และหลายต่อหลายบล็อค ที่ถูกเขียนขึ้นมานั้น สร้างมาอย่างไร้จุดหมาย ซึ่งหากเราไม่รู้ว่าเราจะเขียนบล็อคขึ้นมาทำไม มันก็ยากที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ การกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ไว้ก่อนนี้ ก็เพื่อให้คุณได้หลัก หรือ จุดหมาย สำหรับกำหนดทิศทางและหาแนวทางปฎิบัติได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะขายสินค้า หรือ บริการ การใช้ Blog ถือเป็นวิธีการโปรโมท ทางอินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะคุณสามารถที่จะสื่อสารกับกลุ่มคนอ่าน โดยนำเสนอ สินค้า/บริการ ผ่านทางการเขียนบทความ






2. ค้นหาข้อมูลก่อนลงมือเขียน
การจะเขียนบทความขึ้นมาสักบทความหนึ่งให้มีคุณภาพนั้น จำเป็นต้องอาศัยเวลา หากต้องการทำให้ง่ายขึ้น ก่อนที่จะลงมือเขียน คุณควรจะทำการค้นคว้าข้อมูลก่อน เรื่องนี้ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพื่อ รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม หาไอเดีย มาต่อยอดในงานเขียนของเรา






3. กำหนดเค้าโครงของโพส
เป็นขั้นตอนที่จะช่วยให้งานเขียนของคุณง่ายขึ้น และช่วยลดระยะเวลาในการเขียน นั่นก็คือ การกำหนดเค้าโครงสร้าง ในที่นี้หมายถึง “การตัดสินใจเลือกว่า ในบทความที่เราจะเขียนนั้น จะประกอบด้วยหัวข้ออะไรบ้าง” เสมือนเป็นการแบ่งย่อยบทความเป็น Section ซึ่งการกำหนด หัวข้อ/หัวเรื่อง ให้กับบทความนั้น

My First Blog




ชื่อ : นายกวินท์ กุมาร
ชื่อเล่น : วาเลน เลขที่ : 31 ม.6/6
วันเกิด : 14/02/2547
ที่อยู่ : 111/36 ม.1 ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000
เบอร์โทร : 098-78117778
Facebook : Kawin Kumarn
ID Line : valen881
วิชาที่ถนัด : คณิตศาสตร์ ดนตรี
วิชาที่ไม่ถนัด : คอม ฟิสิกส์
งานอดิเรก : ฟังเพลง อ่านหนังสือ เล่นดนตรี นอนเล่นมือถือ




Friends


(เรียงจากซ้ายไปขวานะครับ)


1.เซน เทพคณิตศาสตร์ของห้อง หนอนหนังสือ
2.เบญจ์ ขยันตั้งใจเรียน ไม่เคยลืมทำการบ้านเลย
3.เฟิร์ส เล่นเกมเก่งทุกเกม ยืมเงินเก่งด้วย
4.ก้อง ตัวสูง เล่นบาสเก่ง ทุกอย่างคือธุรกิจ
5. ชาโลม สาวเพียบแต่ยังโสด เฟรนด์ลี่คุยเก่ง
6.นัสรี่ หล่อ เรียนเก่ง ลอกงานภาษาอังกฤษได้ทุกเมื่อ
7.อู๋(อยู่ด้านหลังชาโลม) เก่งเคมี เหงาและโสดมากครับ
8.โอ๊ค เก่งฟิสิกส์ รักเดียวใจเดียวแต่ชอบหลายคน




Impression photo / VDO


รูปภาพที่ประทับใจ




วันงานกีฬาสีปีการศึกษา2563 ตอนนั้นเป็นสตาฟอยู่สีม่วงครับ




วีดีโอที่ประทับใจ





เป็นเพลงที่ผมร้อง cover แล้วทำคลิปกันกับเพื่อนๆนะครับ


My dream




นักร้อง


เหตุผลที่ผมอยากเป็นนักร้อง เพราะได้ร้องเพลงกับเพื่อนๆ
และได้ร้องเพลงในงานโรงเรียน
หรือไปประกวดแต่ละที่แล้วสนุกดี
คิดว่าคงเป็นอาชีพที่สนุกดีถ้าได้ทำ